Key Takeaways
- Adjective (คำคุณศัพท์) คือคำที่ใช้ขยายคำนามหรือสรรพนาม เพื่อบอกลักษณะ คุณสมบัติ หรือปริมาณ
- วางได้ 2 ตำแหน่งหลัก คือ หน้าคำนามโดยตรง (Attributive) และ หลัง Linking Verb เช่น is, seem, look (Predicative)
- Adjective แบ่งได้หลัก ๆ 8 ประเภท ได้แก่ Descriptive, Quantitative, Demonstrative, Possessive, Interrogative, Comparative/Superlative, Compound และ Participial
- ถ้ามี Adjective หลายตัวขยายคำนามเดียวกัน ต้องเรียงตามลำดับ OSASCOMP (ความเห็น ขนาด อายุ รูปร่าง สี แหล่งกำเนิด วัสดุ วัตถุประสงค์)
- Adjective ในภาษาอังกฤษไม่ผันตามพจน์ของคำนาม (ไม่เติม s แม้ขยายคำนามพหูพจน์)
- ข้อผิดพลาดยอดฮิตคือสับสนระหว่าง Adjective ลงท้าย -ed กับ -ing และใช้ Adjective แทน Adverb ผิดตำแหน่ง
“I have a car.” กับ “I have a beautiful red sports car.” เป็นประโยคที่บอกว่ามีรถเหมือนกัน แต่ประโยคที่สองบอกเราได้ทันทีเลยว่ารถสีอะไร รถแบบไหน และบอกตรง ๆ เลยว่ารถสวย นี่คือหน้าที่ของ Adjective หรือคำคุณศัพท์ ที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษมีรายละเอียดและดูมีสีสันขึ้นมา
Adjective คือหนึ่งใน 4 ชนิดของคำหลัก (Word Class) ที่สำคัญที่สุดในภาษาอังกฤษ แต่หลายคนที่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษมักสับสนว่า Adjective มีอะไรบ้าง ควรวางไว้ตรงไหนของประโยค หรือถ้ามี Adjective หลายตัวขยายคำนามเดียวกัน ต้องเรียงลำดับอย่างไร บทความนี้ Guru English จะพาไปทำความเข้าใจ Adjective คืออะไร ทำหน้าที่อะไร มีอะไรบ้าง พร้อมกฎการเรียงลำดับและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด อธิบายพร้อมตัวอย่างประโยคที่เข้าใจง่ายในทุกหัวข้อ
Adjective คืออะไร ทำหน้าที่อะไรในประโยค
Adjective (คำคุณศัพท์) คือ คำที่ใช้ขยายคำนาม (Noun) หรือสรรพนาม (Pronoun) เพื่อบอกรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะ คุณสมบัติ สี ขนาด รูปร่าง อายุ หรือปริมาณของคน สิ่งของนั้น ๆ
อธิบายง่าย ๆ คือ Adjective ทำหน้าที่ช่วยตอบคำถามว่า “แบบไหน” “กี่หรือเท่าไหร่” “อันไหน” เป็นต้น
หน้าที่หลักของ Adjective
1. Attributive Position
วางไว้หน้าคำนามโดยตรง
- She has a smart dog. เธอมีสุนัขที่ฉลาด
- This is an expensive watch. นี่คือนาฬิกาที่แพง
2. Predicative Position
วางไว้หลัง Linking Verb เช่น be, seem, become, look, feel, taste, sound เพื่ออธิบายประธานของประโยค
- The dog is smart. สุนัขตัวนี้ฉลาด
- This watch looks expensive. นาฬิกาเรือนนี้ดูแพง
ข้อสังเกตสำคัญคือ ถ้าคำที่ตามหลัง Linking Verb เป็น Adverb แทนที่จะเป็น Adjective ความหมายของประโยคจะผิดทันที เช่น “She looks beautifully” เป็นประโยคที่ผิด เพราะ looks เป็น Linking Verb ต้องตามด้วย Adjective ประโยคที่ถูกต้องคือ “She looks beautiful.” ทำให้ Adjective ต่างจาก Adverb อยู่ ต้องสังเกตให้ออก

Adjective มีอะไรบ้าง แบ่งเป็นกี่ประเภท
Adjective แบ่งออกได้เป็น 8 ประเภทหลัก ๆ ตามหน้าที่และความหมายในประโยค ดังนี้
1. Descriptive Adjectives (คำคุณศัพท์บอกลักษณะ)
เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด ใช้บอกลักษณะ คุณสมบัติ หรือคุณภาพของคำนาม แบ่งย่อยได้ตามสิ่งที่บรรยาย เช่น ขนาด (big, small) รูปร่าง (round, square) สี (red, blue) อายุ (old, young) แหล่งกำเนิด/สัญชาติ (Thai, Japanese, American — กลุ่มนี้เรียกอีกชื่อว่า Proper Adjective เพราะมาจากคำนามเฉพาะ จึงต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ) วัสดุ (wooden, plastic) และความคิดเห็น (beautiful, boring, interesting)
ตัวอย่าง:
- She has a beautiful smile. (เธอมีรอยยิ้มที่สวยงาม)
- He is a Thai teacher. (เขาเป็นครูชาวไทย)
2. Quantitative Adjectives (คำคุณศัพท์บอกปริมาณ)
ใช้บอกปริมาณหรือจำนวนของคำนาม โดยไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่นอน
คำที่ใช้บ่อย: some, many, much, few, little, several, all, enough, no
ตัวอย่าง:
- I have some homework to do. (ฉันมีการบ้านต้องทำบ้าง)
ข้อควรระวังคือต้องเลือกใช้ให้ถูกกับคำนามนับได้ (many, few, several ใช้กับคำนามพหูพจน์) และคำนามนับไม่ได้ (much, little ใช้กับคำนามเอกพจน์เสมอ)
3. Demonstrative Adjectives (คำคุณศัพท์ชี้เฉพาะ)
ใช้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าเป็นคำนามตัวไหน ต้องวางไว้หน้าคำนามเสมอ และต้องสอดคล้องกับพจน์ของคำนามนั้น
คำที่ใช้: this, that (เอกพจน์) / these, those (พหูพจน์)
ตัวอย่าง:
- This book is interesting. (หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ)
4. Possessive Adjectives (คำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ)
ใช้บอกว่าคำนามนั้นเป็นของใคร ต้องตามด้วยคำนามเสมอ ต่างจาก Possessive Pronoun ที่ใช้แทนคำนามได้เลยโดยไม่ต้องมีคำนามตามหลัง
คำที่ใช้: my, your, his, her, its, our, their
ตัวอย่าง:
- My sister works in Bangkok. (น้องสาวของฉันทำงานที่กรุงเทพฯ)
5. Interrogative Adjectives (คำคุณศัพท์ใช้ถามคำถาม)
ใช้ขึ้นต้นประโยคคำถามเพื่อถามเกี่ยวกับคำนามที่ตามมา ต่างจาก Interrogative Pronoun ตรงที่ต้องมีคำนามตามหลังเสมอ
คำที่ใช้: which, what, whose
ตัวอย่าง:
- Which color do you like? (คุณชอบสีไหน)
6. Comparative and Superlative Adjectives (คำคุณศัพท์ขั้นกว่าและขั้นสุด)
ใช้เปรียบเทียบคำนามตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป (Comparative) หรือเปรียบเทียบมากกว่า 2 สิ่งเพื่อหาที่สุด (Superlative)
ตัวอย่าง:
- This bag is bigger than that one. (กระเป๋าใบนี้ใหญ่กว่าใบนั้น)
- She is the tallest student in class. (เธอคือนักเรียนที่สูงที่สุดในห้อง)
เรื่องนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ทั้งการเติม -er/-est การใช้ more/most และรูปแบบที่ผิดกฎ (Irregular) ทำให้ต้องทำความเข้าใจระหว่าง Comparative และ Superlative ว่าคืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร
7. Compound Adjectives (คำคุณศัพท์ผสม)
เกิดจากการนำคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมารวมกันทำหน้าที่เป็น Adjective ตัวเดียว โดยปกติจะใส่เครื่องหมายยัติภังค์ (-) คั่นระหว่างคำเมื่อวางไว้หน้าคำนาม
ตัวอย่างคำ: well-known, six-year-old, hard-working, long-term, part-time
- He is a well-known actor. (เขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง)
8. Participial Adjectives (คำคุณศัพท์รูป -ed และ -ing)
เกิดจากการนำ Verb มาเติม -ed หรือ -ing แล้วเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็น Adjective จุดนี้เป็นจุดที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษสับสนมากที่สุดจุดหนึ่ง เพราะทั้งสองรูปแบบมาจากคำเดียวกันแต่ความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิง คำลงท้าย -ed ใช้กับคนที่เป็นผู้รู้สึก ส่วนคำลงท้าย -ing ใช้กับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความรู้สึกนั้น
- I am bored with this lesson. (ฉันรู้สึกเบื่อกับบทเรียนนี้ — ฉันคือผู้รู้สึก)
- This lesson is boring. (บทเรียนนี้น่าเบื่อ — บทเรียนคือต้นเหตุ)
ตารางสรุปประเภทของ Adjective
| ประเภทคำคุณศัพท์ | ความหมาย / การใช้งาน | ตัวอย่างคำ | ตัวอย่างประโยค |
| Descriptive | บอกลักษณะ หรือคุณสมบัติ | beautiful, big, Thai | She has a beautiful smile. |
| Quantitative | บอกปริมาณ (ไม่ระบุจำนวนแน่ชัด) | some, many, few | I have some homework. |
| Demonstrative | ชี้เฉพาะ (เจาะจง) | this, that, these, those | This book is interesting. |
| Possessive | แสดงความเป็นเจ้าของ | my, your, their | My sister works in Bangkok. |
| Interrogative | ใช้ในคำถาม | which, what, whose | Which color do you like? |
| Comparative / Superlative | การเปรียบเทียบขั้นกว่า และขั้นสูงสุด | bigger, tallest | She is the tallest student. |
| Compound | คำคุณศัพท์ผสม (รวมคำ) | well-known, six-year-old | He is a well-known actor. |
| Participial | บอกความรู้สึก หรือต้นเหตุ (-ed / -ing) | bored, boring | This lesson is boring. |

หลักการใช้ Adjective อย่างถูกต้อง
หลังจากที่เข้าใจกันแล้วว่า Adjective คืออะไร มีกี่ประเภท หลักการใช้ที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน
Adjective ไม่ผันตามพจน์ของคำนาม
ภาษาอังกฤษไม่เหมือนภาษาอื่นหลายภาษาตรงที่ Adjective ไม่เปลี่ยนรูปตามคำนามที่ขยาย ไม่ว่าคำนามนั้นจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์
- ❌ I have three reds apples.
- ✅ I have three red apples.
อย่าสับสนระหว่าง Adjective ลงท้าย -ed กับ -ing
จำหลักง่าย ๆ ว่า คนเป็นผู้ “รู้สึก” (-ed) ส่วนสิ่งของหรือสถานการณ์เป็น “ต้นเหตุ” (-ing)
- ❌ I am boring. (ถ้าตั้งใจจะบอกว่า “ฉันเบื่อ”)
- ✅ I am bored.
อย่าใช้ Adjective แทน Adverb ในการขยาย Verb
Adjective ใช้ขยายคำนามเท่านั้น ถ้าต้องการขยายคำกริยาต้องใช้ Adverb แทน จุดนี้เป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมาก
- ❌ She sings beautiful.
- ✅ She sings beautifully.
- อย่าลืมเรียงลำดับ Adjective ตามหลัก OSASCOMP
- ❌ a red big Italian old car
- ✅ a big old red Italian car (Size → Age → Color → Origin)
- ใส่เครื่องหมายยัติภังค์ใน Compound Adjective เมื่อวางหน้าคำนาม
- ❌ a five year old boy
- ✅ a five-year-old boy
แต่เมื่อวางในตำแหน่ง Predicative ไม่ต้องใส่ยัติภังค์: “The boy is five years old.”
ทำไมการเข้าใจ Adjective ถึงสำคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษ?
Adjective คือหนึ่งใน 4 ชนิดของคำหลักในภาษาอังกฤษ ร่วมกับ Verb, Pronoun และ Adverb การเข้าใจ Adjective อย่างถูกต้อง ทั้งประเภท ตำแหน่ง และลำดับการวาง จะช่วยให้ประโยคของเราสื่อความหมายได้ชัดเจน มีรายละเอียด และฟังดูเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตอนพูด เขียน อ่าน หรือทำข้อสอบอย่าง IELTS ที่มักทดสอบความสามารถในการใช้ Adjective ที่หลากหลายเพื่ออธิบายภาพหรือสถานการณ์ต่าง ๆ

เรียนภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจกับ Guru English
การเข้าใจว่า Adjective คืออะไร มีอะไรบ้าง และการเข้าใจหลักการใช้อย่างถูกต้อง เป็นพื้นฐานสำคัญของ Grammar หากกำลังมองหาที่เรียนเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ ครบทั้งไวยากรณ์และการสื่อสารจริง สามารถดูหลักสูตรที่เหมาะกับคุณได้ที่ Guru English School เราพร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ
จุดเด่นหลักสูตร (ตามสไตล์ Guru English)
- Native English Teachers
- เน้น Speaking จริง (ไม่ใช่แค่ท่องจำ)
- Loop System (เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง)
- Role Play ทุกคลาส
- เด็ก “กล้าพูด” และ “ใช้ได้จริง”
การวัดผล (Assessment)
- Pre-test / Post-test
- Speaking Interview
- Monthly Progress Report
- Level Test (ผ่าน → เลื่อน Level)
ลองชมวิดีโอการเรียนภาษาอังกฤษของเรา Guru English
ถ้าหากสนใจเรียนภาษาอังกฤษ สามารถดูคอร์สของเราได้ เรามีให้เลือกด้วยกันหลากหลายคอร์สและช่วงอายุ
สามารถติดต่อเราได้ที่ guruenglishschool@gmail.com
เบอร์โทรศัพท์: 093 228 8844
Line: @guruenglish
ที่อยู่
สาขาเชียงใหม่: 32 ถนนสนามบินเก่า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
สาขากรุงเทพฯ: 47/19 ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900


English
中文