Key Takeaways
- Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ เช่น การเพิ่มเติม ทางเลือก ความขัดแย้ง เหตุและผล หรือเงื่อนไข
- แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Coordinating Conjunctions, Subordinating Conjunctions และ Correlative Conjunctions
- Coordinating Conjunctions จำง่าย ๆ ด้วยตัวย่อ FANBOYS (For, And, Nor, But, Or, Yet, So)
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนไทยคือการใช้ Conjunction ซ้อนกัน เช่น “Although…but” หรือ “Because…so” ซึ่งเกิดจากการแปลตรงตัวจากภาษาไทย
- ตำแหน่งของ เครื่องหมายจุลภาค (Comma) สำคัญพอ ๆ กับการเลือกคำ Conjunction ให้ถูกความหมาย เพราะเปลี่ยนตำแหน่งผิดอาจทำให้ประโยคกลายเป็น Comma Splice หรือ Run-on Sentence ได้ทันที
หากพูดถึงโครงสร้างภาษาอังกฤษ ก็จะประกอบไปด้วยโครงสร้างที่หลากหลายเช่นเดียวกับภาษาไทย สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจในโครงสร้างก็คือเรื่องของ Conjunction (คำสันธาน) หรือคำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำ วลี อนุประโยคหรือประโยคเข้าด้วยกัน การไม่เข้าใจหลักการใช้ที่ถูกต้องก็อาจทำให้ประโยคภาษาอังกฤษฟังดูแปลก ๆ หรือไม่เป็นธรรมชาติได้เลย
บทความนี้ Guru English จะพาไปรู้จักว่า Conjunction คืออะไร มีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร แนะนำหลักการใช้ที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่างประโยคที่นำไปใช้ได้จริง
Conjunction คืออะไร?
Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี อนุประโยค (Clause) หรือประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาทั้งสองส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติม เป็นทางเลือก ความขัดแย้ง เหตุและผล เวลา หรือเงื่อนไข
- I like coffee. I like tea. ฉันชอบกาแฟ ฉันชอบชา
- I like coffee and tea. ฉันชอบกาแฟและชา
สังเกตได้ว่าสองประโยคนี้มีความเหมือนกัน แต่ประโยคแรกดูแล้วขาด ๆ หาย ๆ เหมือนกำลังพูดทีละท่อน เวลาพูดคุยกันก็อาจดูขาดตอนหรือสับสน ในขณะที่ประโยคที่สองจะเพิ่ม and (และ) เข้ามาเชื่อมทั้งสองความคิดเข้าด้วยกันให้เป็นประโยคที่ดูลื่นไหลและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า นี่คือหน้าที่ของ Conjunction ที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ไม่ห้วน และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
Conjunction จึงเป็นหนึ่งใน Word Class ที่สำคัญร่วมกับโครงสร้างประโยคอื่น ๆ อย่าง Verb และ Pronoun เพื่อให้รูปประโยคมีความสมบูรณ์และสามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่เราต้องการ

Conjunction มีอะไรบ้าง? 3 ประเภทหลักของ Conjunction พร้อมตัวอย่าง
Conjunction ในภาษาอังกฤษ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักตามหน้าที่และลักษณะในการเชื่อม
1. Coordinating Conjunctions (คำสันธานเชื่อมส่วนที่มีน้ำหนักเท่ากัน)
Coordinating Conjunctions ใช้เชื่อมคำวลีหรือประโยคที่มีน้ำหนักเท่ากันหรือความสำคัญเท่ากันเข้าด้วยกัน โดยคำแต่ละคำจะมีด้วยกัน ดังนี้
| Conjunction | ความหมาย | หน้าที่ / การใช้งาน | ตัวอย่างประโยค |
| For | เพราะว่า | บอกเหตุผล (ค่อนข้างเป็นทางการ) | She stayed home, for it was raining heavily. |
| And | และ | เพิ่มเติมข้อมูลหรือเชื่อมความคิดไปในทางเดียวกัน | I bought apples and oranges. |
| Nor | ทั้งไม่…และไม่… | ปฏิเสธทั้งสองอย่าง (ตามด้วยโครงสร้างกริยาสลับหลัก) | He doesn’t smoke, nor does he drink. |
| But | แต่ | แสดงความขัดแย้ง | The room is small, but it’s comfortable. |
| Or | หรือ | ให้ทางเลือก | Do you want tea or coffee? |
| Yet | แต่ก็ | แสดงความขัดแย้ง (คล้าย but แต่เน้นประหลาดใจ/ขัดแย้งมากกว่า) | She is rich, yet she lives simply. |
| So | ดังนั้น | แสดงผลลัพธ์ | It was raining, so we stayed home. |
เราสามารถจำส่วนนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวอักษรย่อ FANBOYS
2. Subordinating Conjunctions (คำสันธานเชื่อมส่วนที่ไม่เท่ากัน)
Subordinating Conjunctions ใช้เชื่อม Dependent Clause (อนุประโยคที่ความหมายยังไม่สมบูรณ์ในตัวเอง) เข้ากับ Independent Clause (ประโยคหลัก) เพื่อบอกความสัมพันธ์ด้านเวลา เหตุผล เงื่อนไข หรือความขัดแย้ง
| หน้าที่ / ประเภท | กลุ่มคำที่ใช้บ่อย | คำแปล | ตัวอย่างประโยค |
| บอกเวลา
(Time) |
when
while before after until as soon as |
เมื่อ
ในขณะที่ ก่อน หลังจาก จนกระทั่ง ทันทีที่ |
When the bell rang, the students left the room.
(เมื่อออดดังขึ้น นักเรียนก็ออกจากห้อง) |
| บอกเหตุผล
(Reason) |
because
since as |
เพราะว่า
เนื่องจาก / เพราะว่า เนื่องจาก / เพราะว่า |
I stayed inside because it was raining.
(ฉันอยู่ข้างในบ้านเพราะฝนตก) |
| บอกเงื่อนไข
(Condition) |
if
unless provided that |
ถ้า
เว้นแต่ว่า / ถ้าไม่… หากว่า / โดยมีเงื่อนไขว่า |
You will fail unless you study harder.
(คุณจะสอบตกเว้นแต่ว่าคุณจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้) |
| แสดงความขัดแย้ง
(Contrast / Concession) |
although
though even though whereas |
ทั้งๆ ที่ / แม้ว่า
แม้ว่า ถึงแม้ว่า ในขณะที่ (ขัดแย้ง) |
Although he was tired, he finished the race.
(แม้ว่าเขาจะเหนื่อย แต่เขาก็วิ่งเข้าเส้นชัยจนจบ) |
| บอกจุดประสงค์
(Purpose) |
so that
in order that |
เพื่อที่จะ / เพื่อให้
เพื่อว่า / เพื่อที่จะ |
She saved money so that she could travel.
(เธอเก็บเงินเพื่อที่จะได้ไปท่องเที่ยว) |
3. Correlative Conjunctions (คำสันธานที่ใช้เป็นคู่)
Correlative Conjunctions คือคำสันธานที่ต้องใช้เป็นคู่เสมอ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตามหลังคำทั้งสองต้องมีโครงสร้างที่ขนานกัน (Parallel Structure)
| คู่คำ (Conjunction Pair) | ความหมาย / การใช้งาน | ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ | คำแปลประโยคตัวอย่าง |
| both … and | ทั้ง…และ… | She speaks both English and French. | เธอพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส |
| either … or | ไม่…ก็… (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) | You can either call me or send a message. | คุณสามารถโทรหาฉันหรือไม่ก็ส่งข้อความมาก็ได้ |
| neither … nor | ไม่ทั้ง…และไม่… (ไม่ทั้งสองอย่าง) | He is neither rich nor famous. | เขาไม่ทั้งรวยและไม่มีชื่อเสียง (เขาไม่รวยและไม่มีชื่อเสียงเลย) |
| not only … but also | ไม่เพียงแต่…แต่ยัง… | She is not only smart but also hardworking. | เธอไม่เพียงแต่ฉลาด แต่ยังขยันอีกด้วย |
| whether … or | ไม่ว่าจะ…หรือ… | I’ll go whether it rains or not. | ฉันจะไป ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ก็ตาม |
Conjunctive Adverb กริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยค
Conjunctive Adverb ทำหน้าที่คล้าย Conjunction แต่ต้องใช้คู่กับเครื่องหมายภาษาอังกฤษ เซมิโคลอน (;) หรือขึ้นต้นประโยคใหม่ ไม่สามารถใช้เชื่อมสอง Independent Clause ด้วยแค่ Comma ได้เหมือน Coordinating Conjunction
นอกจาก 3 ประเภทหลักแล้ว ยังมีคำอย่าง however, therefore, moreover, nevertheless, meanwhile ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น Conjunction แต่จริง ๆ แล้วทางไวยากรณ์จัดเป็น Adverb ประเภทหนึ่ง เรียกว่า Conjunctive Adverb

หลักการใช้ Conjunction ที่ถูกต้อง
หลักการใช้ที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประโยคของเราไม่ผิดหลักไวยากรณ์และเพื่อให้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด
1. ตำแหน่ง Comma กับ Coordinating Conjunction
ถ้าหากว่า Coordinating Conjunction เชื่อมกับ Independent Clause 2 ประโยคที่แต่ละฝั่งมีประธาน+กริยาสมบูรณ์ ต้องใส่ Comma หน้าคำเชื่อมเสมอ แต่ถ้าเชื่อมแค่คำหรือวลี ไม่จำเป็นต้องใส่ Comma
- ✅ I wanted to go for a walk, but it started to rain. (2 ประโยคสมบูรณ์ → ต้องมี comma)
- ✅ I like tea and coffee. (เชื่อมแค่คำนาม → ไม่ต้องมี comma)
- ❌ I like tea, and coffee.
2. ตำแหน่ง Comma กับ Subordinating Conjunction
ถ้า Dependent Clause วางไว้หน้าประโยคหลัก ต้องมี Comma คั่น แต่ถ้าวางไว้หลังประโยคหลัก ไม่ต้องใส่ Comma
- ✅ Because she studied hard, she passed the exam.
- ✅ She passed the exam because she studied hard.
- ❌ She passed the exam, because she studied hard.
3. โครงสร้างขนาน (Parallel Structure) กับ Correlative Conjunction
ส่วนที่ตามหลัง Correlative Conjunction ทั้งสองฝั่งต้องเป็น รูปแบบไวยากรณ์เดียวกัน เช่น คำนามคู่กับคำนาม หรือ Gerund คู่กับ Gerund
- ❌ She likes both to swim and running.
- ✅ She likes both swimming and running.
- ❌ He is not only talented but also he works hard.
- ✅ He is not only talented but also hardworking.
4. ห้ามใช้ Conjunction ซ้อนกัน
ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เราเจอบ่อยที่สุดโดยเฉพาะคนไทยเรา เพราะภาษาไทยใช้คำเชื่อมคู่กันได้ตามปกติ เช่น “แม้ว่า…แต่” หรือ “เพราะว่า…ดังนั้น” แต่ภาษาอังกฤษต้องเลือกใช้คำเดียวในแต่ละประโยค
- ❌ Although she was tired, but she finished the report.
- ✅ Although she was tired, she finished the report.
- ✅ She was tired, but she finished the report.
- ❌ Because it was raining, so we stayed home.
- ✅ Because it was raining, we stayed home.
- ✅ It was raining, so we stayed home.
5. ระวัง Comma Splice และ Run-on Sentence
การนำ Independent Clause 2 ประโยคมาต่อด้วย Comma เฉย ๆ โดยไม่มี Conjunction จะถือว่าผิดหลักไวยากรณ์ เรียกว่า Comma Splice
ต้องแก้โดยเติม Coordinating Conjunction เข้าไปหรือเปลี่ยน Comma เป็นเซมิโคลอน หรือแยกเป็นสองประโยค
- ❌ I was tired, I went to bed early.
- ✅ I was tired, so I went to bed early.
- ✅ I was tired; I went to bed early.
การใช้ Conjunction ให้คล่องต้องอาศัยการฝึกอ่านและฟังประโยคภาษาอังกฤษจริงบ่อย ๆ ควบคู่ไปกับพื้นฐานไวยากรณ์เรื่องอื่น ๆ อย่าง Preposition และ เครื่องหมายวรรคตอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้เขียนและพูดประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อต้องผสมกับเรื่อง Tense ทั้ง 12 ในประโยคที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตปะปนกัน

เรียนภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจกับ Guru English
ไวยากรณ์ Conjunction คือกลไกเล็ก ๆ ที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษของเราฟังดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา แต่ถ้าใช้ผิดตำแหน่งหรือใช้ซ้อนกัน ก็อาจทำให้ประโยคดูสับสนหรือผิดหลักไวยากรณ์ได้ทันที
ที่ Guru English School โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2005 ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราไม่ได้สอนแค่ให้ท่องจำกฎไวยากรณ์ แต่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการและนำไปใช้พูดได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านระบบ Loop Learning ที่เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง
จุดเด่นหลักสูตร (ตามสไตล์ Guru English)
- Native English Teachers
- เน้น Speaking จริง (ไม่ใช่แค่ท่องจำ)
- Loop System (เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง)
- Role Play ทุกคลาส
- เด็ก “กล้าพูด” และ “ใช้ได้จริง
การวัดผล (Assessment)
- Pre-test / Post-test
- Speaking Interview
- Monthly Progress Report
- Level Test (ผ่าน → เลื่อน Level)
ลองชมวิดีโอการเรียนภาษาอังกฤษของเรา Guru English
ถ้าหากสนใจเรียนภาษาอังกฤษ สามารถดูคอร์สของเราได้ เรามีให้เลือกด้วยกันหลากหลายคอร์สและช่วงอายุ
สามารถติดต่อเราได้ที่ guruenglishschool@gmail.com
เบอร์โทรศัพท์ : 093 228 8844
Line @guruenglish
ที่อยู่
สาขาเชียงใหม่: 32 ถนนสนามบินเก่า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200
สาขากรุงเทพฯ: 47/19 ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900


English
中文