Skip to content
Guru English Logo
  • จองคลาสของฉัน
  • Blog
  • ตารางเรียน
    • ตารางการเรียน
    • ราคาคอร์สเรียน
      • คอร์สเรียนแบบกลุ่ม
      • คอร์สเรียนแบบ Private
      • Guru English School โรงเรียนนานาชาติเพื่อการศึกษาขั้นสูง
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
  •  ภาษา: ไทย
    •  ไทย ไทย
    •  English English
    •  中文 中文
Guru English Logo
  • จองคลาสของฉัน
  • Blog
  • ตารางเรียน
    • ตารางการเรียน
    • ราคาคอร์สเรียน
      • คอร์สเรียนแบบกลุ่ม
      • คอร์สเรียนแบบ Private
      • Guru English School โรงเรียนนานาชาติเพื่อการศึกษาขั้นสูง
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
  •  ภาษา: ไทย
    •  ไทย ไทย
    •  English English
    •  中文 中文
Blog

Conjunction คืออะไร มีอะไรบ้าง หลักการใช้ พร้อมตัวอย่าง

  • 22 ก.ย., 2026
  • Com 0
conjunction คือ

Key Takeaways 

  • Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ เช่น การเพิ่มเติม ทางเลือก ความขัดแย้ง เหตุและผล หรือเงื่อนไข
  • แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Coordinating Conjunctions, Subordinating Conjunctions และ Correlative Conjunctions
  • Coordinating Conjunctions จำง่าย ๆ ด้วยตัวย่อ FANBOYS (For, And, Nor, But, Or, Yet, So)
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของคนไทยคือการใช้ Conjunction ซ้อนกัน เช่น “Although…but” หรือ “Because…so” ซึ่งเกิดจากการแปลตรงตัวจากภาษาไทย
  • ตำแหน่งของ เครื่องหมายจุลภาค (Comma) สำคัญพอ ๆ กับการเลือกคำ Conjunction ให้ถูกความหมาย เพราะเปลี่ยนตำแหน่งผิดอาจทำให้ประโยคกลายเป็น Comma Splice หรือ Run-on Sentence ได้ทันที

หากพูดถึงโครงสร้างภาษาอังกฤษ ก็จะประกอบไปด้วยโครงสร้างที่หลากหลายเช่นเดียวกับภาษาไทย สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจในโครงสร้างก็คือเรื่องของ Conjunction (คำสันธาน) หรือคำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำ วลี อนุประโยคหรือประโยคเข้าด้วยกัน การไม่เข้าใจหลักการใช้ที่ถูกต้องก็อาจทำให้ประโยคภาษาอังกฤษฟังดูแปลก ๆ หรือไม่เป็นธรรมชาติได้เลย 

บทความนี้ Guru English จะพาไปรู้จักว่า Conjunction คืออะไร มีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร แนะนำหลักการใช้ที่ถูกต้อง พร้อมตัวอย่างประโยคที่นำไปใช้ได้จริง

Conjunction คืออะไร? 

Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ใช้เชื่อมคำ วลี อนุประโยค (Clause) หรือประโยคเข้าด้วยกัน เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหาทั้งสองส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มเติม เป็นทางเลือก ความขัดแย้ง เหตุและผล เวลา หรือเงื่อนไข 

  • I like coffee. I like tea. ฉันชอบกาแฟ ฉันชอบชา
  • I like coffee and tea. ฉันชอบกาแฟและชา

สังเกตได้ว่าสองประโยคนี้มีความเหมือนกัน แต่ประโยคแรกดูแล้วขาด ๆ หาย ๆ เหมือนกำลังพูดทีละท่อน เวลาพูดคุยกันก็อาจดูขาดตอนหรือสับสน ในขณะที่ประโยคที่สองจะเพิ่ม and (และ) เข้ามาเชื่อมทั้งสองความคิดเข้าด้วยกันให้เป็นประโยคที่ดูลื่นไหลและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า นี่คือหน้าที่ของ Conjunction ที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษมีความสัมพันธ์ที่ชัดเจน ไม่ห้วน และเป็นธรรมชาติมากขึ้น 

Conjunction จึงเป็นหนึ่งใน Word Class ที่สำคัญร่วมกับโครงสร้างประโยคอื่น ๆ อย่าง Verb และ Pronoun เพื่อให้รูปประโยคมีความสมบูรณ์และสามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่เราต้องการ

conjunction มีอะไรบ้าง

Conjunction มีอะไรบ้าง? 3 ประเภทหลักของ Conjunction พร้อมตัวอย่าง

Conjunction ในภาษาอังกฤษ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักตามหน้าที่และลักษณะในการเชื่อม 

1. Coordinating Conjunctions (คำสันธานเชื่อมส่วนที่มีน้ำหนักเท่ากัน)

Coordinating Conjunctions ใช้เชื่อมคำวลีหรือประโยคที่มีน้ำหนักเท่ากันหรือความสำคัญเท่ากันเข้าด้วยกัน โดยคำแต่ละคำจะมีด้วยกัน ดังนี้ 

 

Conjunction ความหมาย หน้าที่ / การใช้งาน ตัวอย่างประโยค
For เพราะว่า บอกเหตุผล (ค่อนข้างเป็นทางการ) She stayed home, for it was raining heavily.
And และ เพิ่มเติมข้อมูลหรือเชื่อมความคิดไปในทางเดียวกัน I bought apples and oranges.
Nor ทั้งไม่…และไม่… ปฏิเสธทั้งสองอย่าง (ตามด้วยโครงสร้างกริยาสลับหลัก) He doesn’t smoke, nor does he drink.
But แต่ แสดงความขัดแย้ง The room is small, but it’s comfortable.
Or หรือ ให้ทางเลือก Do you want tea or coffee?
Yet แต่ก็ แสดงความขัดแย้ง (คล้าย but แต่เน้นประหลาดใจ/ขัดแย้งมากกว่า) She is rich, yet she lives simply.
So ดังนั้น แสดงผลลัพธ์ It was raining, so we stayed home.

 

เราสามารถจำส่วนนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยตัวอักษรย่อ FANBOYS 

2. Subordinating Conjunctions (คำสันธานเชื่อมส่วนที่ไม่เท่ากัน)

Subordinating Conjunctions ใช้เชื่อม Dependent Clause (อนุประโยคที่ความหมายยังไม่สมบูรณ์ในตัวเอง) เข้ากับ Independent Clause (ประโยคหลัก) เพื่อบอกความสัมพันธ์ด้านเวลา เหตุผล เงื่อนไข หรือความขัดแย้ง

 

หน้าที่ / ประเภท กลุ่มคำที่ใช้บ่อย คำแปล ตัวอย่างประโยค
บอกเวลา

(Time)

when

while

before

after

until

as soon as

เมื่อ

ในขณะที่

ก่อน

หลังจาก

จนกระทั่ง

ทันทีที่

When the bell rang, the students left the room.

(เมื่อออดดังขึ้น นักเรียนก็ออกจากห้อง)

บอกเหตุผล

(Reason)

because

since

as

เพราะว่า

เนื่องจาก / เพราะว่า

เนื่องจาก / เพราะว่า

I stayed inside because it was raining.

(ฉันอยู่ข้างในบ้านเพราะฝนตก)

บอกเงื่อนไข

(Condition)

if

unless

provided that

ถ้า

เว้นแต่ว่า / ถ้าไม่…

หากว่า / โดยมีเงื่อนไขว่า

You will fail unless you study harder.

(คุณจะสอบตกเว้นแต่ว่าคุณจะตั้งใจเรียนมากกว่านี้)

แสดงความขัดแย้ง

(Contrast / Concession)

although

though

even though

whereas

ทั้งๆ ที่ / แม้ว่า

แม้ว่า

ถึงแม้ว่า

ในขณะที่ (ขัดแย้ง)

Although he was tired, he finished the race.

(แม้ว่าเขาจะเหนื่อย แต่เขาก็วิ่งเข้าเส้นชัยจนจบ)

บอกจุดประสงค์

(Purpose)

so that

in order that

เพื่อที่จะ / เพื่อให้

เพื่อว่า / เพื่อที่จะ

She saved money so that she could travel.

(เธอเก็บเงินเพื่อที่จะได้ไปท่องเที่ยว)

 

3. Correlative Conjunctions (คำสันธานที่ใช้เป็นคู่)

Correlative Conjunctions คือคำสันธานที่ต้องใช้เป็นคู่เสมอ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือตามหลังคำทั้งสองต้องมีโครงสร้างที่ขนานกัน (Parallel Structure) 

 

คู่คำ (Conjunction Pair) ความหมาย / การใช้งาน ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษ คำแปลประโยคตัวอย่าง
both … and ทั้ง…และ… She speaks both English and French. เธอพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส
either … or ไม่…ก็… (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) You can either call me or send a message. คุณสามารถโทรหาฉันหรือไม่ก็ส่งข้อความมาก็ได้
neither … nor ไม่ทั้ง…และไม่… (ไม่ทั้งสองอย่าง) He is neither rich nor famous. เขาไม่ทั้งรวยและไม่มีชื่อเสียง (เขาไม่รวยและไม่มีชื่อเสียงเลย)
not only … but also ไม่เพียงแต่…แต่ยัง… She is not only smart but also hardworking. เธอไม่เพียงแต่ฉลาด แต่ยังขยันอีกด้วย
whether … or ไม่ว่าจะ…หรือ… I’ll go whether it rains or not. ฉันจะไป ไม่ว่าฝนจะตกหรือไม่ก็ตาม

 

Conjunctive Adverb กริยาวิเศษณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมประโยค

Conjunctive Adverb ทำหน้าที่คล้าย Conjunction แต่ต้องใช้คู่กับเครื่องหมายภาษาอังกฤษ เซมิโคลอน (;) หรือขึ้นต้นประโยคใหม่ ไม่สามารถใช้เชื่อมสอง Independent Clause ด้วยแค่ Comma ได้เหมือน Coordinating Conjunction 

นอกจาก 3 ประเภทหลักแล้ว ยังมีคำอย่าง however, therefore, moreover, nevertheless, meanwhile ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็น Conjunction แต่จริง ๆ แล้วทางไวยากรณ์จัดเป็น Adverb ประเภทหนึ่ง เรียกว่า Conjunctive Adverb 

Conjunction หลักการใช้

หลักการใช้ Conjunction ที่ถูกต้อง

หลักการใช้ที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประโยคของเราไม่ผิดหลักไวยากรณ์และเพื่อให้ฟังดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด 

1. ตำแหน่ง Comma กับ Coordinating Conjunction

ถ้าหากว่า Coordinating Conjunction เชื่อมกับ Independent Clause 2 ประโยคที่แต่ละฝั่งมีประธาน+กริยาสมบูรณ์ ต้องใส่ Comma หน้าคำเชื่อมเสมอ แต่ถ้าเชื่อมแค่คำหรือวลี ไม่จำเป็นต้องใส่ Comma 

  • ✅ I wanted to go for a walk, but it started to rain. (2 ประโยคสมบูรณ์ → ต้องมี comma)
  • ✅ I like tea and coffee. (เชื่อมแค่คำนาม → ไม่ต้องมี comma)
  • ❌ I like tea, and coffee.

2. ตำแหน่ง Comma กับ Subordinating Conjunction 

ถ้า Dependent Clause วางไว้หน้าประโยคหลัก ต้องมี Comma คั่น แต่ถ้าวางไว้หลังประโยคหลัก ไม่ต้องใส่ Comma 

  • ✅ Because she studied hard, she passed the exam.
  • ✅ She passed the exam because she studied hard.
  • ❌ She passed the exam, because she studied hard.

3. โครงสร้างขนาน (Parallel Structure) กับ Correlative Conjunction

ส่วนที่ตามหลัง Correlative Conjunction ทั้งสองฝั่งต้องเป็น รูปแบบไวยากรณ์เดียวกัน เช่น คำนามคู่กับคำนาม หรือ Gerund คู่กับ Gerund

  • ❌ She likes both to swim and running.
  • ✅ She likes both swimming and running.
  • ❌ He is not only talented but also he works hard.
  • ✅ He is not only talented but also hardworking.

4. ห้ามใช้ Conjunction ซ้อนกัน

ข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เราเจอบ่อยที่สุดโดยเฉพาะคนไทยเรา เพราะภาษาไทยใช้คำเชื่อมคู่กันได้ตามปกติ เช่น “แม้ว่า…แต่” หรือ “เพราะว่า…ดังนั้น” แต่ภาษาอังกฤษต้องเลือกใช้คำเดียวในแต่ละประโยค

  • ❌ Although she was tired, but she finished the report.
  • ✅ Although she was tired, she finished the report.
  • ✅ She was tired, but she finished the report.
  • ❌ Because it was raining, so we stayed home.
  • ✅ Because it was raining, we stayed home.
  • ✅ It was raining, so we stayed home.

5. ระวัง Comma Splice และ Run-on Sentence 

การนำ Independent Clause 2 ประโยคมาต่อด้วย Comma เฉย ๆ โดยไม่มี Conjunction จะถือว่าผิดหลักไวยากรณ์ เรียกว่า Comma Splice 

ต้องแก้โดยเติม Coordinating Conjunction เข้าไปหรือเปลี่ยน Comma เป็นเซมิโคลอน หรือแยกเป็นสองประโยค

  • ❌ I was tired, I went to bed early.
  • ✅ I was tired, so I went to bed early.
  • ✅ I was tired; I went to bed early.

 

การใช้ Conjunction ให้คล่องต้องอาศัยการฝึกอ่านและฟังประโยคภาษาอังกฤษจริงบ่อย ๆ ควบคู่ไปกับพื้นฐานไวยากรณ์เรื่องอื่น ๆ อย่าง Preposition และ เครื่องหมายวรรคตอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้เขียนและพูดประโยคที่มีโครงสร้างซับซ้อนขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อต้องผสมกับเรื่อง Tense ทั้ง 12 ในประโยคที่มีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตปะปนกัน 

guru english โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ

เรียนภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจกับ Guru English 

ไวยากรณ์ Conjunction คือกลไกเล็ก ๆ ที่ทำให้ประโยคภาษาอังกฤษของเราฟังดูลื่นไหลและเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษา แต่ถ้าใช้ผิดตำแหน่งหรือใช้ซ้อนกัน ก็อาจทำให้ประโยคดูสับสนหรือผิดหลักไวยากรณ์ได้ทันที

ที่ Guru English School โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2005 ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี เราไม่ได้สอนแค่ให้ท่องจำกฎไวยากรณ์ แต่เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจหลักการและนำไปใช้พูดได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านระบบ Loop Learning ที่เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง

จุดเด่นหลักสูตร (ตามสไตล์ Guru English)

  •  Native English Teachers 
  •  เน้น Speaking จริง (ไม่ใช่แค่ท่องจำ)
  •  Loop System (เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง)
  •  Role Play ทุกคลาส
  •  เด็ก “กล้าพูด” และ “ใช้ได้จริง 

การวัดผล (Assessment)

  •  Pre-test / Post-test
  •  Speaking Interview
  •  Monthly Progress Report
  •  Level Test (ผ่าน → เลื่อน Level)

ลองชมวิดีโอการเรียนภาษาอังกฤษของเรา Guru English

ถ้าหากสนใจเรียนภาษาอังกฤษ สามารถดูคอร์สของเราได้ เรามีให้เลือกด้วยกันหลากหลายคอร์สและช่วงอายุ

สามารถติดต่อเราได้ที่ guruenglishschool@gmail.com

เบอร์โทรศัพท์ : 093 228 8844

Line @guruenglish

ที่อยู่

สาขาเชียงใหม่: 32 ถนนสนามบินเก่า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200

สาขากรุงเทพฯ: 47/19 ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 

 

Share on:
ทำไมบางคนเรียนภาษาอังกฤษไม่นาน แต่พูดได้คล่องเหมือนเจ้าของภาษา?
Adjective คืออะไร มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างแบบเข้าใจง่าย

Lorem ipsum dolor amet consecto adi pisicing elit sed eiusm tempor incidid unt labore dolore.

Add: 70-80 Upper St Norwich NR2
Call: +01 123 5641 231
Email: info@edublink.co

Online Platform

Links

  • ติดต่อเรา
  • News & Articles
  • FAQ’s
  • Sign In/Registration

Contacts

Enter your email address to register to our newsletter subscription

Icon-facebook Icon-linkedin2 Icon-instagram Icon-twitter Icon-youtube
Copyright 2026 EduBlink | Developed By DevsBlink. All Rights Reserved
Sign In
The password must have a minimum of 8 characters of numbers and letters, contain at least 1 capital letter
I want to sign up as instructor
Remember me
Sign In Sign Up
Restore password
Send reset link
Password reset link sent to your email Close
Your application is sent We'll send you an email as soon as your application is approved. Go to Profile
No account? Sign Up Sign In
Lost Password?
Guru English Logo
Sign inSign up

Sign in

Don’t have an account? Sign up
Lost your password?

Sign up

Already have an account? Sign in