Skip to content
Guru English Logo
  • จองคลาสของฉัน
  • Blog
  • ตารางเรียน
    • ตารางการเรียน
    • ราคาคอร์สเรียน
      • คอร์สเรียนแบบกลุ่ม
      • คอร์สเรียนแบบ Private
      • Guru English School โรงเรียนนานาชาติเพื่อการศึกษาขั้นสูง
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
  •  ภาษา: ไทย
    •  ไทย ไทย
    •  English English
    •  中文 中文
Guru English Logo
  • จองคลาสของฉัน
  • Blog
  • ตารางเรียน
    • ตารางการเรียน
    • ราคาคอร์สเรียน
      • คอร์สเรียนแบบกลุ่ม
      • คอร์สเรียนแบบ Private
      • Guru English School โรงเรียนนานาชาติเพื่อการศึกษาขั้นสูง
  • ติดต่อเรา
  • บทความ
  •  ภาษา: ไทย
    •  ไทย ไทย
    •  English English
    •  中文 中文
Blog

Verb คืออะไร มีกี่ประเภท? เข้าใจง่ายๆ พร้อมวิธีใช้อย่างถูกต้อง

  • 23 มิ.ย., 2026
  • Com 0
verb คือ

ทุกภาษามีโครงสร้างทางภาษาที่ทำให้รูปประโยคมีความสมบูรณ์ เพื่อให้สามารถอธิบายการกระทำ สถานะ หรือเหตุการณ์ได้อย่างถูกต้องและเข้าใจ สำหรับภาษาอังกฤษ หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือกริยาหรือ “Verb” เพราะ Verb คือตัวบอกว่าประธานในประโยคกำลังทำอะไร เป็นอะไร หรืออยู่ในสถานะไหน ถ้าหากเราเข้าใจ Verb ผิด เราอาจจะเข้าใจประโยคผิดจนทำให้ความหมายที่คนอื่นหรือตัวเราเองจะสื่อมีความผิดเพี้ยนไปจนหมด เพราะฉะนั้น ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ อยากสื่อสารความหมายได้อย่างถูกต้อง การเข้าใจ Verb คือรากฐานสำคัญที่ต้องรู้ 

บทความนี้ Guru English จะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับ Verb ว่า Verb คืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร ใช้อย่างไร พร้อมแนะนำวิธีการใช้ Verb อย่างถูกต้อง ตำแหน่งของ Verb ที่ถูกต้องแบบครบถ้วน 

Verb มีกี่ประเภท

Verb คืออะไร? ทำหน้าที่อะไรบ้าง? 

Verb คือคำที่ใช้ในการแสดงการกระทำ สถานะ การมีอยู่หรือเหตุการณ์ของประธาน (Subject) ในประโยค ทุกประโยคภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์จะต้องมี Verb เสมอ เพราะ Verb คือส่วนที่ทำให้ประโยคมีความหมาย รูปประโยคสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการบอกว่าประธานกำลังทำอะไร เกิดอะไรขึ้น รู้สึกอย่างไร อยู่ในสภาพใด หรือมีความสัมพันธ์กับสิ่งใด และสามารถบอกกาลเวลาหรือ Tense ได้ การใช้ Verb ไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดความสับสนหรือเกิดความเข้าใจผิดได้ 

ยกตัวอย่างเช่น

  • She runs every morning. (Verb บอกการกระทำ)
  • He is a teacher. (Verb บอกสภาวะ/ความเป็น)
  • They have finished the project. (Verb บอกผลของการกระทำที่เสร็จแล้ว)

นอกจากนี้ Verb ในภาษาอังกฤษยังเปลี่ยนรูปได้ตามประธานและตามช่วงเวลา (Tense) เช่น go, goes, went, gone, going ซึ่งคำกริยารูปต่าง ๆ นี้เองที่ทำให้หลายคนสับสน และเป็นเหตุผลที่ต้องทำความเข้าใจ “ประเภท” ของ Verb ให้ชัดเจนก่อน

Verb มีกี่ประเภท? 

Verb คือกริยาที่สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามหน้าที่และการทำงานในรูปประโยค โดยเราสามารถแบ่ง Verb ออกได้เป็น 5 ประเภทหลักๆ ดังนี้ 

1. Action Verb (กริยาแสดงการกระทำ)

Action Verb คือกริยาที่แสดงการกระทำหรือการดำเนินการบางอย่างอย่างชัดเจน สามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่มองเห็นได้ทางกายภาพและทางความคิด เป็น Verb ที่สามารถพบได้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษ เช่น Eat, run, write, play, study, cook, drive หรือ dance เป็นต้น โดยวิธีใช้จะวาง Action Verb ไว้หลังประธานและมีการผันรูปตามประธานและ Tense 

Action Verb จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ 

Transitive Verbs (สกรรมกริยา) 

Transitive Verbs คือกริยาที่ต้องการกรรม (object) มารับการกระทำ เพื่อให้ประโยคมีความหมายสมบูรณ์ 

ตัวอย่าง:

  • I eat rice. (eat ต้องการกรรมคือ rice)
  • She writes novels. (writes ต้องการกรรมคือ novels)

Intransitive Verbs (อกรรมกริยา) 

Intransitive Verbs คือกริยาที่ไม่ต้องการกรรมมารับการกระทำ สามารถอยู่ลำพังในประโยคและยังคงสื่อความหมายได้สมบูรณ์ 

ตัวอย่าง:

  • I sleep early. (sleep ไม่ต้องการกรรม)
  • He runs every morning. (runs ไม่ต้องการกรรม)

2. Linking Verb (กริยาเชื่อม)

Linking Verb คือกริยาที่ไม่ได้บอกการกระทำ แต่ทำหน้าที่ “เชื่อม” ประธานเข้ากับคำที่อธิบายประธาน (Subject Complement) ไม่ว่าจะเป็นคำนามหรือคำคุณศัพท์ Linking Verb ที่พบบ่อยที่สุดคือกลุ่ม verb to be (am, is, are, was, were) รวมถึง become, seem, appear, look, feel, sound, taste, smell

ตัวอย่างประโยค:

  • The cake is delicious. (is เชื่อมประธาน “cake” กับคำคุณศัพท์ “delicious”)
  • He seems tired. (seems เชื่อมประธาน “he” กับคำคุณศัพท์ “tired”)

จุดที่มักสับสนคือคำเดียวกันอาจเป็นได้ทั้ง Action Verb และ Linking Verb เช่น “look” ใน “She looked at me.” เป็น Action Verb แต่ใน “She looked happy.” เป็น Linking Verb เพราะตามด้วยคำคุณศัพท์ที่อธิบายประธาน ไม่ใช่กรรม

3. Auxiliary Verb หรือ Helping Verb (กริยาช่วย)

Helping Verb คือกริยาที่ทำหน้าที่ “ช่วย” กริยาหลัก (Main Verb) ในประโยค เพื่อสร้าง Tense ที่ซับซ้อนขึ้น ประโยคปฏิเสธ ประโยคคำถาม หรือ Passive Voice กริยาช่วยหลักในภาษาอังกฤษมีอยู่ 3 ตัว คือ be, do, have ซึ่งแต่ละตัวเปลี่ยนรูปได้ตามประธานและ Tense 

ตัวอย่างประโยค:

  • She is reading a book. (is ช่วยสร้าง Present Continuous Tense)
  • They have finished their homework. (have ช่วยสร้าง Present Perfect Tense)
  • I do not understand. (do ช่วยสร้างประโยคปฏิเสธ)

4. Modal Verb (กริช่วยแสดงความเป็นไปได้หรือแสดงทัศนคติ)

Modal Verb คือกริยาช่วยกลุ่มพิเศษที่ใช้แสดงความเป็นไปได้ ความสามารถ การอนุญาต ข้อบังคับ หรือคำแนะนำ โดยจะใช้ can, could, may, might, must, shall, should, will, would Modal Verb Modal Verbs จะไม่ผันรูปตามประธานและมักจะตามด้วยกริยาในรูปพื้นฐาน (base form) เสมอ 

ตัวอย่างประโยค:

  • She can swim very fast. (can แสดงความสามารถ)
  • You must finish your homework. (must แสดงความจำเป็น/บังคับ)
  • It may rain tomorrow. (may แสดงความเป็นไปได้)

Action Verb, Linking Verb, Auxiliary Verb, Modal Verb

5. Finite กับ Non-Finite Verbs (กริยาแท้และกริยาไม่แท้)

Finite Verbs คือกริยาแท้ และ Non-finite Verbs คือกริยาไม่แท้ 

Finite Verbs (กริยาแท้)

Finite Verbs คือกริยาที่ผันรูปตามประธานและแสดงกาลเวลา (Tense) เช่น ปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต กริยาแท้สามารถทำหน้าที่เป็นกริยาหลักในประโยคได้อย่างสมบูรณ์

ตัวอย่าง:

  • She plays tennis. (plays เป็นกริยาแท้ ผันตามประธานเอกพจน์และอยู่ในรูปปัจจุบัน)
  • They worked hard yesterday. (worked เป็นกริยาแท้ ผันตามกาลเวลาอดีต)

Non-finite Verbs (กริยาไม่แท้)

Non-finite Verbs คือกริยาที่ไม่ผันรูปตามประธานและไม่แสดงกาลเวลา มักใช้ร่วมกับกริยาอื่นในประโยค โดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของ infinitives (รูปกริยาพื้นฐาน), gerunds (กริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม) หรือ participles (รูปกริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์)

ตัวอย่าง:

  • She loves to swim. (to swim เป็น infinitive)
  • He enjoys reading books. (reading เป็น gerund)
  • The man walking in the park is my friend. (walking เป็น present participle)

 

6. Phrasal Verb 

Phrasal Verb คือกริยาที่ประกอบด้วยกริยาหลัก รวมกับคำบุพบท (Preposition) หรือกริยาวิเศษณ์ (Adverb) แล้วเกิดความหมายใหม่ที่มักไม่เกี่ยวข้องกับความหมายเดิมของกริยานั้นเลย Phrasal Verb เป็นจุดที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษสะดุดบ่อยมาก เพราะต้องจำเป็นวลี ไม่สามารถแปลตรงตัวได้

ตัวอย่าง Phrasal Verb ที่พบบ่อย

  • give up (ยอมแพ้/เลิก) — Don’t give up on your dream.
  • look after (ดูแล) — She looks after her little brother.
  • find out (ค้นพบ) — We found out the truth.
  • put off (เลื่อนออกไป) — They put off the meeting.

7. Regular และ Irregular Verbs 

เมื่อมีการเปลี่ยน Tense (กาลเวลา) คำกริยาภาษาอังกฤษจะมีการเปลี่ยนรูป (Verb ช่อง 1, 2, 3) ที่หลายคนอาจเคยเห็นตารางกริยา 3 ช่องภาษาอังกฤษกันมาบ้าง

  • Regular Verbs (กริยาปกติ): คือกริยาที่เมื่อเปลี่ยนเป็นช่อง 2 และ 3 จะใช้วิธี “เติม -ed” ท้ายคำเสมอ (เช่น walk -> walked -> walked)
  • Irregular Verbs (กริยาอปกติ / กริยาเปลี่ยนรูป): คือกริยาที่ไม่เติม -ed แต่จะ “เปลี่ยนรูปไปเลย หรือคงรูปเดิม” (เช่น go -> went -> gone หรือ cut -> cut -> cut)
  • V1 (Base Form) รูปดั้งเดิม ใช้กับ Present Simple
  • V2 (Past Simple) รูปอดีต ใช้กับ Past Simple
  • V3 (Past Participle) รูปกริยาที่ใช้กับ Perfect Tense และ Passive Voice

Regular Verb (กริยาที่ผันแบบมีกฎ) คือกริยาที่ V2 และ V3 เติม -ed ต่อท้าย V1 เหมือนกัน ทำให้จดจำได้ง่าย เช่น

V1 (รูปปกติ) V2 (รูปอดีต) V3 (Past Participle)
work worked worked
play played played
study studied studied

Irregular Verb (กริยาที่ผันแบบไม่มีกฎ) คือกริยาที่ V2 และ V3 เปลี่ยนรูปไปจาก V1 โดยไม่มีกฎตายตัว ต้องจดจำเป็นคำ ๆ ไป เช่น

V1 (รูปปกติ) V2 (รูปอดีต) V3 (Past Participle)
go went gone
eat ate eaten
have had had
see saw seen

วิธีใช้: เลือกใช้ V1, V2 หรือ V3 ให้ตรงกับ Tense ที่ต้องการ เช่น

  • I go to school every day. (V1 กับ Present Simple)
  • I went to school yesterday. (V2 กับ Past Simple)
  • I have gone to that school before. (V3 กับ Present Perfect)

เคล็ดลับในการจำ Irregular Verb คือจัดกลุ่มตามรูปแบบการเปลี่ยนเสียงสระ (เช่น sing-sang-sung, ring-rang-rung) จะช่วยให้จำได้เป็นกลุ่มแทนการจำทีละคำ และควรฝึกแต่งประโยคกับกริยาที่ใช้บ่อยที่สุดก่อน เพื่อให้คุ้นเคยกับการนำไปใช้จริง

8. Stative Verb และ Dynamic Verb

Stative Verb คือกริยาที่บอกสภาวะ ความรู้สึก ความคิด หรือความเป็นเจ้าของ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ใช้ในรูป Continuous (V-ing) เช่น know, believe, love, want, own, understand

  • I know the answer. (ถูก)
  • I am knowing the answer. (ผิด เพราะ know เป็น Stative Verb)

Dynamic Verb คือกริยาที่บอกการกระทำที่เปลี่ยนแปลงหรือมีจุดเริ่มจบ สามารถใช้ในรูป Continuous ได้ตามปกติ เช่น run, eat, write, play

  • She is running in the park.
  • They are writing a report.

ความเข้าใจเรื่อง Stative และ Dynamic Verb สำคัญมากสำหรับการใช้ Tense ให้ถูกต้อง เพราะเป็นจุดที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษมักทำผิดโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเวลาพยายามพูดให้ฟังดูเป็นธรรมชาติแบบเจ้าของภาษา

Finite กับ Non-Finite Verbs, Phrasal Verb, Regular และ Irregular Verbs, Stative Verb และ Dynamic Verb

ตาราง Verb แต่ละประเภท 

 

ประเภท Verb ความหมาย คำที่ใช้บ่อย ตัวอย่างประโยค
Action Verb บอกการกระทำที่มองเห็นได้ run, eat, write, play She plays the piano.
Linking Verb เชื่อมประธานกับคำอธิบาย be, seem, become, look He seems happy.
Helping Verb ช่วยกริยาหลักสร้าง Tense/ประโยคคำถาม be, do, have They have finished.
Modal Verb แสดงความเป็นไปได้ ความสามารถ ข้อบังคับ can, should, must, will You should rest.
Regular Verb ผันรูปอดีตด้วยการเติม -ed work, play, study She worked late.
Irregular Verb

(กริยา 3 ช่อง)

ผันรูปอดีตแบบไม่มีกฎตายตัว go-went-gone, eat-ate-eaten I went home early.
Transitive Verb ต้องมีกรรมมารองรับ buy, kick, write He bought a car.
Intransitive Verb ไม่ต้องมีกรรม sleep, arrive, laugh The baby slept.
Phrasal Verb กริยา + บุพบท/กริยาวิเศษณ์ ความหมายใหม่ give up, look after She looks after her dog.
Stative Verb บอกสภาวะ ความรู้สึก ไม่ใช้ V-ing know, love, want I love this song.
Dynamic Verb บอกการกระทำ ใช้รูป Continuous ได้ run, eat, write He is eating lunch.

 

วิธีการใช้ Verb อย่างถูกต้อง 

การเข้าใจประเภทของ Verb เป็นจุดเริ่มต้น แต่การใช้ Verb ให้ถูกต้องในประโยคจริงต้องอาศัยความเข้าใจอีก 3 เรื่องนี้ควบคู่กัน 

  1. Subject-Verb Agreement ประธานเอกพจน์ใช้กริยาเติม -s/-es ในรูป Present Simple ส่วนประธานพหูพจน์ใช้กริยารูปฐาน เช่น “He goes” แต่ “They go“
  2. ความสอดคล้องของ Tense ในประโยคเดียวกันหรือเรื่องเดียวกัน ควรใช้ Tense ให้สอดคล้องกันตลอดทั้งข้อความ ไม่สลับไปมาโดยไม่มีเหตุผล
  3. รูปกริยาหลัง Verb อื่น กริยาบางตัวต้องตามด้วย to + V1 (เช่น want to go) บางตัวตามด้วย V-ing (เช่น enjoy swimming) ซึ่งต้องจำเป็นคู่ ๆ ไป เพราะไม่มีกฎตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคำ

หากฝึกสังเกตทั้ง 3 เรื่องนี้ควบคู่กับการจำประเภทของ Verb จะช่วยลดข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการพูดและเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างมาก

ตำแหน่งของ Verb ข้อสังเกตสำคัญในรูปประโยคภาษาอังกฤษ

ช้อสังเกตเพื่อให้สามารถแบ่งประเภทของ Verb สังเกต “ตำแหน่ง” ของคำนั้น โดยทั่วไปกริยาแท้ (Main Verb) จะวางอยู่ “หลังประธาน (Subject)” เสมอ (ในประโยคบอกเล่า) และถ้าในประโยคนั้นมีกริยาช่วย (Helping Verb) กริยาแท้จะวางอยู่ตามหลังกริยาช่วยอีกที เช่น They (ประธาน) + will (กริยาช่วย) + go (กริยาแท้) + to the school. 

ทำไมการเข้าใจ Verb ถึงสำคัญต่อการเรียนภาษาอังกฤษ?

Verb คือหัวใจสำคัญของประโยคในภาษาอังกฤษ การทำความเข้าใจประเภทต่างๆ ของ Verb รวมถึงวิธีการใช้งานที่ถูกต้อง การผันรูป และข้อควรระวัง จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถสร้างประโยคที่สมบูรณ์ สื่อความหมายได้ชัดเจน และใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือการทำข้อสอบ การเรียนรู้ Verb อย่างลึกซึ้งจึงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฟังภาษาอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษ อ่านภาษาอังกฤษ และการเขียนภาษาอังกฤษ

guru english โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ

ฝึกภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจกับ Guru English 

การทำความเข้าใจว่า Verb คืออะไรและมีกี่ประเภท เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษให้ถูกตามหลักไวยากรณ์ หากคุณกำลังมองหาที่เรียนเพื่อปูพื้นฐาน Grammar ให้แน่น หรือต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ สามารถดูหลักสูตรที่เหมาะสมกับคุณได้ที่ Guru English School เราพร้อมเป็นตัวช่วยให้คุณใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ

จุดเด่นหลักสูตร (ตามสไตล์ Guru English)
Native English Teachers
เน้น Speaking จริง (ไม่ใช่แค่ท่องจำ)
Loop System (เรียนซ้ำจนใช้ได้จริง)
Role Play ทุกคลาส
เด็ก “กล้าพูด” และ “ใช้ได้จริง 

การวัดผล (Assessment)
Pre-test / Post-test
Speaking Interview
Monthly Progress Report
Level Test (ผ่าน → เลื่อน Level)

ลองชมวิดีโอการเรียนภาษาอังกฤษของเรา Guru English

ถ้าหากสนใจเรียนภาษาอังกฤษ สามารถดูคอร์สของเราได้ เรามีให้เลือกด้วยกันหลากหลายคอร์สและช่วงอายุ

สามารถติดต่อเราได้ที่ guruenglishschool@gmail.com

เบอร์โทรศัพท์ : 093 228 8844

Line @guruenglish

ที่อยู่

สาขาเชียงใหม่: 32 ถนนสนามบินเก่า ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 50200

สาขากรุงเทพฯ: 47/19 ถนนงามวงศ์วาน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

Share on:
หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับวัยทำงาน
Pronoun คืออะไร มีกี่ประเภท? พร้อมตารางการใช้แบบเข้าใจง่าย

Lorem ipsum dolor amet consecto adi pisicing elit sed eiusm tempor incidid unt labore dolore.

Add: 70-80 Upper St Norwich NR2
Call: +01 123 5641 231
Email: info@edublink.co

Online Platform

Links

Contacts

Enter your email address to register to our newsletter subscription

Icon-facebook Icon-linkedin2 Icon-instagram Icon-twitter Icon-youtube
Copyright 2026 EduBlink | Developed By DevsBlink. All Rights Reserved
Sign In
The password must have a minimum of 8 characters of numbers and letters, contain at least 1 capital letter
I want to sign up as instructor
Remember me
Sign In Sign Up
Restore password
Send reset link
Password reset link sent to your email Close
Your application is sent We'll send you an email as soon as your application is approved. Go to Profile
No account? Sign Up Sign In
Lost Password?
Guru English Logo
Sign inSign up

Sign in

Don’t have an account? Sign up
Lost your password?

Sign up

Already have an account? Sign in